Refine your search

Your search returned 234 results from 87402 records.

Not what you expected? Check for suggestions
41.
อาเซียนกับข้อตกลงการค้าเสรี / สมคิด พุทธศรี

by สมคิด พุทธศรี.

Call number: 382.9159 ส234อ Material type: Book Book; Format: print ; Literary form: Not fiction Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2552Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 382.9159 ส234อ (1).

42.
รายงานวิจัย การประเมินคุณภาพบัณฑิตแพทย์ธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 6-10 / คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

by มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะแพทย์ศาสตร์.

Call number: Res 378.36 ม361ร Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: Res 378.36 ม361ร (1).

43.
การบริหารกลยุทธ์ / เสนาะ ติเยาว์.

by เสนาะ ติเยาว์.

Call number: 658.4012 ส915ก Edition: พิมพ์ครั้งที่ 2.Material type: Book Book; Format: print ; Literary form: Not fiction Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2550Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 658.4012 ส915ก (2).

44.
การประชุมระดับรัฐมนตรีองค์การการค้าโลกครั้งที่ 6 ที่ฮ่องกง / สิทธิกร นิพภยะ.

by สิทธิกร นิพภยะ.

Call number: 382.92 ส721ก Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 382.92 ส721ก (1).

45.
ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย : รายงานและบทวิเคราะห์ / รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์.

by รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์.

Call number: 382.9 ร314ข Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 382.9 ร314ข (1).

46.
การเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการใช้เวลาของคนไทย / มัทนา พนานิรามัย.

by มัทนา พนานิรามัย.

Call number: Res 304.23 ม346ก Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549Dissertation note: ผลการศึกษาสรุปได้ว่า คนไทยอายุ 10 ปีขึ้นไปโดยเฉลี่ยใช้เวลาประมาณครึ่งหนึ่งของเวลาทั้งหมดในกิจกรรมการดูแลตนเอง อีกประมาณร้อยละ 35 ใช้เพื่อการทำงาน (ซึ่งรวมเวลาที่ใช้เพื่อการทำงานในอาชีพ การทำงานเพื่อสมาชิกในครัวเรือนและการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม) และที่เหลืออีกร้อยละ 15 เป็นเวลาว่าง คนไทยมีเวลาว่างน้อยกว่าคนในประเทศที่พัฒนาแล้วทางเศรษฐกิจประมาณวันละ 2 ชั่วโมง ผู้หญิงทำงานมากกว่าผู้ชายโดยเฉลี่ยครึ่งชั่วโมงต่อวัน ประเภทของงานที่ทำจะแตกต่างกันตามอายุและเพศอย่างมาก นอกจากอายุและเพศแล้ว การวิเคราะห์ด้วยสมการโลจิตและสมการถดถอยได้ผลเพิ่มเติมว่า องค์ประกอบของสมาชิกในครัวเรือน เช่น การมีเด็กหรือผู้สูงอายุอาศัยอยู่ในครัวเรือนเดียวกันหรือไม่และตัวแปรทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น รายได้ อาชีพ ระดับการศึกษาและเขตที่อยู่อาศัยก็มีส่วนในการกำหนดทั้งอัตราการมีส่วนร่วมและจำนวนชั่วโมงที่ใช้ในแต่ละกิจกรรมของคนเราด้วย แม้ว่าในบางกรณีผลกระทบดังกล่าวจะแตกต่างกันระหว่างเพศและกลุ่มอายุก็ตามการวิเคราะห์ความเท่าเทียมกันในเรื่องสวัสดิการระหว่างคนกลุ่มต่างๆ จากดัชนี 2 ตัว คือ รายได้ต่อคนต่อปีและดัชนีวัดความเป็นอยู่ที่ดี ซึ่งคำนวณจากรายได้ต่อคนต่อปีและเวลาว่างที่ใช้เพื่อสังคมและนันทนาการ พบว่า ความไม่เท่าเทียมกันเมื่อคิดจากดัชนีความเป็นอยู่ที่ดีจะต่ำกว่าเมื่อคิดจากรายได้ต่อคนต่อปีเพียงอย่างเดียว ประการที่สอง ในขณะที่รายได้ต่อคนต่อปีไม่สามารถแสดงความแตกต่างในสวัสดิการระหว่างชายและหญิง อีกทั้งยังไม่สามารถแสดงความแตกต่างในเรื่องความเท่าเทียมกันภายในกลุ่มหญิงและชาย แต่ดัชนีวัดความเป็นอยู่ที่ดีสามารถแสดงความแตกต่างเหล่านี้ โดยพบว่าผู้หญิงมีค่าดัชนีความเป็นอยู่ที่ดีต่ำกว่าและมีความไม่เท่าเทียมกันภายในกลุ่มสูงกว่า ประการที่สาม เมื่อศึกษาจากรายได้ต่อคนต่อปี กลุ่มวัยทำงานจะมีรายได้เฉลี่ยสูงที่สุดรวมทั้งมีความไม่เท่าเทียมกันสูงที่สุดด้วย แต่เมื่อศึกษาจากดัชนีความเป็นอยู่ที่ดี กลับพบว่าผู้สูงอายุมีค่าดัชนีความเป็นอยู่ที่ดีสูงที่สุด และมีค่าความไม่เท่าเทียมกันสูงที่สุดแทนที่กลุ่มวัยทำงาน ประการสุดท้าย ผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลมีระดับรายได้ต่อคนต่อปีที่ต่ำกว่าค่อนข้างมาก แต่ค่าความเท่าเทียมกันภายในกลุ่มผู้อาศัยในแต่ละเขตแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้นผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลยังคงมีค่าดัชนีที่สูงกว่า แต่กลับอีกความเท่าเทียมกันภายในสูงกว่าผู้ที่อาศัยอยู่นอกเขตเทศบาลงานวิจัยนี้ ต้องการศึกษาแบบการใช้เวลาของคนไทย การเปลี่ยนแปลงในแบบแผนการใช้เวลาดังกล่าวและศึกษาความเท่าเทียมกันระหว่างบุคคลต่างๆ ในสังคมในเรื่องสวัสดิการ ที่พิจารณาจากรายได้และแบบแผนการใช้เวลา ในการศึกษาได้แบ่งประเภทของการใช้เวลาออกเป็น 5 ประเภทใหญ่ๆ คือการใช้เวลาเพื่อการดูแลตนเอง การทำงานในอาชีพ การศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมการผลิตหรือทำงานเพื่อสมาชิกในครัวเรือนและการใช้เวลาว่างเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ แบบแผนการใช้เวลาจะศึกษาอัตราการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ และสำหรับผู้ที่มีส่วนร่วมจะศึกษาจำนวนชั่วโมงที่ใช้ในกิจกรรมเหล่านั้นด้วยจากการเปรียบเทียบแบบแผนการใช้เวลาของคนไทยในปี พ.ศ. 2544 และ 2547 พบว่า คนไทยโดยเฉลี่ยใช้เวลาเพื่อการดูแลตนเอง การดูแลครอบครัวและการให้บริการชุมชนเพิ่มขึ้น แต่ใช้เวลาเพื่อการทำงาน การเรียนรู้และมีเวลาว่างลดลง อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นยังไม่เป็นเหตุให้ความแตกต่างเชิงเปรียบเทียบระหว่างแบบแผนการใช้เวลาของแต่ละกลุ่มบุคคลเปลี่ยนแปลงแต่อย่างไร แต่ก็ทำให้ความแตกต่างระหว่างเพศและผู้ที่อาศัยอยู่ต่างเขตที่อยู่อาศัยลดลงเล็กน้อย การเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจนที่สุดเกิดในกลุ่มเด็กวัยรุ่นที่ใช้เวลาเพื่อการเข้าสังคมและการมีส่วนร่วมในชุมชนลดลง แต่จะใช้เวลาเพื่อการรับสื่อต่างๆ เพิ่มขึ้น Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: Res 304.23 ม346ก (1).

47.
วิเคราะห์งบการเงิน : หลักและการประยุกต์ / เพชรี ขุมทรัพย์.

by เพชรี ขุมทรัพย์.

Call number: 657.48 พ879ว Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 657.48 พ879ว (1).

48.
รายงานผลการวิจัย เรื่อง การปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ : ประสิทธิภาพและคุณภาพของการดำเนินงาน / สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

by มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สถาบันทรัพยากรมนุษย์.

Call number: Res 378.593 ม361ร Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Dissertation note: มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งผลิตทรัพยากรมนุษย์ระดับสูงของทุกประเทศ โดยมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นแหล่งสร้างปัญญาและเป็นผู้นำทางความคิดของสังคมประเทศชาติ เป็นหนึ่งในสถาบันที่เป็นความภาคภูมิใจของทุกประเทศ ซึ่งการดำรงฐานะตามบทบาทดังกล่าวของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ นั้น จำเป็นที่จะต้องวางอยู่บนพื้นฐานของความตระหนักเรื่องความจำเป็นของการมุ่งสู่ความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ดังนั้นสิ่งที่บรรดาผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญมาโดยตลอดและได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ได้เล็งเห็นถึงจุดอ่อนของการบริหารมหาวิทยาลัยของไทยและต้องการจะปรับเปลี่ยนการบริหารมหาวิทยาลัยของไทยให้สามารถก้าวสู่ความเป็นสากล จึงสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งออกนอกระบบ ซึ่งรัฐบาลชุดต่อ ๆ มาก็ได้สานงานต่อ โดยได้บรรจุแนวคิดนี้ไว้ในนโยบายหลักของรัฐบาล รวมทั้งได้มีการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนระบบมหาวิทยาลัยของรัฐไปเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐโครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาถึงสถานะการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยของรัฐในการปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐโดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารการศึกษา ความเป็นเลิศทางวิชาการ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับการวิจัย การให้บริการวิชาการ และการสร้างความเป็นเลิศทางคุณธรรม จริยธรรมและทัศนคติ ตลอดจนการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ที่สนับสนุนและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการต่าง ๆ ในการปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลคณะผู้วิจัยเริ่มจากการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการพัฒนาของประเทศและรูปแบบในการบริหารสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศ (ศึกษาเฉพาะในประเทศสิคโปร์และเขตปกครองพิเศษ (ฮ่องกง) ประเทศจีน) หลังจากนั้น จึงได้ทำการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งบุคคลที่คณะผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์นั้น ประกอบด้วย ตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐและเอกชนผลการศึกษาจากงานวิจัยนี้พบว่า การเปลี่ยนสภาพของมหาวิทยาลัยของรัฐสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำให้เสร็จสิ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้น ก่อนที่จะทำการเปลี่ยนแปลง หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับระบบอุดมศึกษาในประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องกำหนดทิศทางให้ชัดเจน เพื่อที่มหาวิทยาลัยจะได้ใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนการดำเนินงาน ซึ่งทิศทางดังกล่าว จะส่งผลต่อรูปแบบการบริหารการศึกษาของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐต่อไปแต่สิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญก็คือ การรักษามาตรฐานความเป็นเลิศทางวิชาการ ดังนั้นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจะต้องสร้างกลไกและระบบ แผนงาน แผนเงิน แผนคน และทรัพยากรอื่น ๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้สอดคล้องกัน เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารงานของมหาวิทยาลัย แต่การพัฒนามหาวิทยาลัยสู่มาตรฐานสากลนั้น อาจจะทำได้ยาก หากมหาวิทยาลัยยังคงดำเนินงานในรูปแบบของการเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ เนื่องจากระบบราชการมีลักษณะการดำเนินงานซึ่งยึดกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติของทางราชการเป็นสูตรสำเร็จของมาตรฐานการปฏิบัติงานและเป็นเครื่องมือกำกับควบคุมอีกทั้งยังมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ยุ่งยากและซ้ำซ้อน ทำให้องค์การยากต่อการปรับตัวให้เจ้ากับสดภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องตื่นตัวในการเปลี่ยนบทบาทให้เป็นไปในเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้การบริหารมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งรูปแบบที่ได้มีการศึกษากันในเชิงลึกก็คือ รูปแบบการบริหารที่นำเอาส่วนดีของระบบเอกชน ซึ่งมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูงเข้ามาปรับปรุงใช้ในระบบราชการหรืออีกนัยหนึ่งก็คือรูปแบบของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั่นเอง ดังนั้นหากมหาวิทยาลัยของรัฐจะเปลี่ยนสหภาพสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว สิ่งแรกที่จะต้องเตรียมการก็คือ ร่างกฎระเบียบ (พ.ร.บ.) ที่มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยโดยที่กฎระเบียบต่าง ๆ จะต้องสอดคล้องกัน เพราะหากกฎระเบียบด้านต่างๆ มีความขัดแย้งกันแล้ว ความสับสนทางการบริหารก็จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ คณะผู้วิจัยพบว่าความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงจากมหาวิทยาลัยของรัฐไปสู่มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลัก สามประการคือ การบริหารบุคคล การบริหารวิชาการ และการบริหารงบประมาณ ถ้าเงื่อนไขคือ การได้มาซึ่งมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติแล้ว รัฐจำต้องผลักดันให้มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสามปัจจัยหลักข้างต้น กล่าวคือ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีการเรียนการสอนและงานวิจัยที่เป็นเลิศและมีการบริหารงบประมาณอย่างคล่องตัวและตรวจสอบได้ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์แล้วจะพบว่า ปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อทั้งสามปัจจัย ได้แก่ รายได้ของมหาวิทยาลัยภายหลังการปรับเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว มหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องมีรายได้เพื่อใช้เป็นค่าตอบแทนของบุคลากรที่มีคุณภาพเหล่านั้น และมหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องมีเงินเพื่อพัฒนาคุณภาพของการศึกษาและการวิจัย มหาวิทยาลัยอาจจะได้เงินก้อนในลักษณะที่เป็น Block grant จากรัฐเพื่อดำเนินการศึกษาแต่สำหรับบางมหาวิทยาลัยอาจจะไม่เพียงพอที่จะปรับปรุงและพัฒนามหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ เนื่องจากไม่มีแหล่งที่มาของรายได้จากแหล่งอื่นที่เพียงพอ ดังนั้น รัฐควรจะมีบทบาทหลักในการเป็น พี่เลี้ยงอย่างมีระยะเวลาจำกัดให้แก่มหาวิทยาลัยบางแห่ง เพื่อแนะนำและช่วยเหลือให้มหาวิทยาลัยดังกล่าวมีรายได้เพิ่มเติมและสามารถพัฒนาสู่ความเป็นเลิศต่อไป อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้เป็นการดำเนินงานในลักษณะของการวิจัยเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นการให้ข้อเสนอแนะในภาพกว้างเท่านั้น ดังนั้น การศึกษาวิจัยในอนาคตควรให้ความสำคัญต่อการกำหนดขั้นตอนและกระบวนการของการบริหารงานในหน้าที่หลักทั้งหมดที่จะทำให้นโยบายนี้ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งงานวิจัยข้างต้นจะต้องสอดคล้องกับนโยบายหลักและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: Res 378.593 ม361ร (1).

49.
ระบบทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้ FTAs : รายงานการบรรยายทางวิชาการ / จักรกฤษณ์ ควรพจน์ และสิทธิกร นิพภยะ.

by จักรกฤษณ์ ควรพจน์.

Call number: 382.9 จ216ร Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 382.9 จ216ร (1).

50.
ข้อตกลงการค้าเสรีสหรัฐอเมริกา / ทิวารัตน์ ลาภวิไล, ประภาภรณ์ ซื่อเจริญกิจ และเอกพล จงวิลัยวรรณ.

by ทิวารัตน์ ลาภวิไล | ประภาภรณ์ ซื่อเจริญกิจ [ผู้แต่งร่วม.] | เอกพล จงวิลัยวรรณ [ผู้แต่งร่วม.].

Call number: 382.9 ท493ข Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 382.9 ท493ข (1).

51.
มาตรฐานสิ่งแวดล้อมกับระเบียบการค้าระหว่างประเทศ / นิรมล สุธรรมกิจ.

by นิรมล สุธรรมกิจ.

Call number: 382.9 น645ม Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 382.9 น645ม (1).

52.
GATS ความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ / พรเทพ เบญญาอภิกุล.

by พรเทพ เบญญาอภิกุล.

Call number: 382.9 พ242ก Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 382.9 พ242ก (1).

53.
การเจรจาการค้าพหุภาคีรอบอุรุกวัย / สิทธิกร นิพภยะ.

by สิทธิกร นิพภยะ.

Call number: 382.9 ส721ก Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 382.9 ส721ก (1).

54.
สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ = Geographical Indication / ศิรยา เลาหเพียงศักดิ์.

by ศิรยา เลาหเพียงศักดิ์.

Call number: 382.9 ศ439ส Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 382.9 ศ439ส (1).

55.
ผลกระทบของการเปิดเสรีการค้าบริการด้านสุขภาพต่อประเทศไทย / ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย และครรชิต สุขนาค.

by ศุภสิทธิ์ พรรณารุโณทัย | ครรชิต สุขนาค [ผู้วิจัยร่วม.].

Call number: Res 382.9 ศ735ผ Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Dissertation note: ข้อตกลงทางการค้าขององค์การการค้าโลกขยายขอบเขตการเปิดเสรีการค้าบริการ ลุกลามถึง บริการด้านสุขภาพ ซึ่งมีข้อถกเถียงว่าสมควรเป็นสินค้าทั่วไปที่ใช้การแข่งขันเพื่อค้ากำไรหรือไม่ข้อตกลงทางการค้าดังกล่าวมีกฎเกณฑ์ให้ประเทศสมาชิกกำหนดว่าผูกพันหรือไม่ เพียงใด แต่ข้อผูกพันที่ให้ต้องมีความก้าวหน้าตามลำดับ การวิจัยครั้งนี้เพื่อศึกษาผลกระทบของการเปิดเสรีการค้าบริการด้านสุขภาพต่อประเทศไทย และเสนอแนะท่าทีต่อการเปิดเสรีดังกล่าว ระเบียบวิธีวิจัย ใช้การทบทวนวรรณกรรม และการประเมินผลกระทบเชิงปริมาณจากข้อมูลทุติยภูมิการทบทวนวรรณกรรมประเมินผลกระทบต่อประเทศไทย พบว่า การค้าในโหมดที่ 1 ทั้งการให้บริการข้ามพรมแดนที่ต่างชาติเข้ามา หรือบริการจากไทยออกไป มีผลกระทบไม่มากนัก การค้าในโหมดที่ 2 มีผลกระทบมากในกรณีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารักษาในประเทศ และมีผลกระทบบ้างกรณีส่งผู้ป่วยจากไทยไปรักษาต่างประเทศ การค้าโหมดที่ 3 ธุรกิจต่างชาติเข้ามา หรือธุรกิจของไทยออกไปต่างประเทศ อาจเกิดผลกระทบได้บ้างแต่โดยหลักแล้วขึ้นกับอุปสงค์ต่อบริการภาคเอกชนที่มากขึ้นและขนาดของโหมดที่ 2 กรณีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามามากที่สุด การค้าในโหมดที่ 4 ผู้ให้บริการเข้ามามีแนวโน้มว่าจะมีขนาดมากกว่าผู้ให้บริการของไทยออกไปต่างประเทศ ดังนั้น การประเมินผลกระทบเชิงปริมาณจึงให้ความสำคัญกับการค้าในโหมดที่ 2 และโหมดที่ 4 การประเมินผลกระทบเชิงปริมาณสร้างเหตุการณ์สมมติว่ามีผู้ป่วยต่างชาติเข้ามารับบริการปีละ 1 แสนคน จะส่งผลให้แพทย์สูญเสียไปสู่ภาคเอกชน 200-400 คน นอกจากนี้การสูญเสียแพทย์ยังทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีคุณภาพด้อยลง ทำให้ประชาชนเพิ่มอุปสงค์ต่อบริการภาคเอกชนมากขึ้น ทำให้สูญเสียแพทย์สู่ภาคเอกชนเพิ่มขึ้นอีก 40-300 คน รวมเป็นการสูญเสียแพทย์ 240-600 คน หรือสูญเปล่าการลงทุนผลิตแพทย์ 420-1,260 ล้านบาท นอกจากนั้นยังมีผลถึงสวัสดิการด้านสุขภาพที่ประชาชนผู้ด้อยโอกาสไม่ได้รับอีกด้วย รัฐบาลจึงไม่ควรเร่งเชิญชวนให้ผู้ป่วยต่างชาติเดินทางเข้ามารับบริการสุขภาพในประเทศไทย จนกว่าอุปทานของระบบบริการสุขภาพของไทยจะมีมากเพียงพอ และไม่มีปัญหาการกระจาย เช่นในปัจจุบัน นอกจากนั้นควรคำนึงถึงนโยบายว่าเมื่อให้อุปสงค์ต่อบริการสุขภาพของไทยเพิ่ม ต้องคำนึงถึงสมดุลที่เหมาะสม เช่นการนำเข้าบุคลากรสุขภาพจากต่างชาติ แต่ทั้งหมดนี้ควรเป็นไปด้วยการไม่เอารัดเอาเปรียบซึ่งกันและกัน ควรมีระบบพัฒนาคนและโครงสร้างพื้นฐานให้แต่ละประเทศได้รับประโยชน์ตามหลักการความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบให้มากที่สุด Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: Res 382.9 ศ735ผ (1).

56.
การเจรจาการค้าพหุภาคีสินค้าเกษตร : ความไม่สมดุล ความล้มเหลว และอนาคตของรอบการพัฒนา (โดฮา) / นิพนธ์ พัวพงศกร และสิริลักษณา คอมันตร์.

by นิพนธ์ พัวพงศกร | สิริลักษณา คอมันตร์ [ผู้แต่งร่วม.].

Call number: Res 382.9 น616ก Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Dissertation note: วัตถุประสงค์หลักของเอกสารวิจัยนี้ คือ การอธิบายสาเหตุของความล้มเหลวของการประชุมรัฐมนตรีในรอบโดฮาที่เมืองแคนคูน ประเทศเม็กซิโก นอกจากสาเหตุที่เกิดจากประเทศกำลังพัฒนาไม่พอใจข้อเสนอของสหภาพยุโรปในประเด็นสิงคโปร์(Singapore lssues) แล้วสาเหตุที่สำคัญมาจากปัญหาการเจรจาเปิดเสรีตลาดสินค้าเกษตร ได้แก่ ปัญหาที่เกิดจากช่องโหว่ของข้อตกลงสินค้าเกษตรและความไม่สมดุลข้อตกลงในรอบอุรุกวัยที่ประเทศกำลังพัฒนาตกเป็นฝ่ายให้มากกว่าเป็นฝ่ายได้ แม้ข้อตกลงสินค้าเกษตรจะเป็นความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์การเจรจาของแกตต์ เพราะเป็นครั้งแรกที่การค้าสินค้าเกษตรในตลาดโลกมีกติการองรับ แต่หลังจากสิ้นสุดระยะเวลาของการปฏิบัติตามข้อตกลงในปี 2544 กลับปรากฏหลักฐานว่าตลาดสินค้าเกษตรทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดในประเทศพัฒนาแล้วยังเป็นตลาดที่มีการคุ้มครองกีดกันและอุดหนุนในระดับสูงใกล้เคียงกับช่วงเวลาก่อนรอบอุรุกวัยประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ยังไม่สามารถขยายการส่งออกสินค้าสำคัญของตนในตลาดประเทศพัฒนาในการเจรจารอบโดฮาประเทศกำลังพัฒนาต่างหวังว่า การเจรจาจะนำมาซึ่งการแก้ไขข้อบกพร่องของข้อตกลงสินค้าเกษตรและมีการเยียวยาผลลัพธ์ที่ไม่สมดุล แต่แล้วนโยบายภายในของประเทศพัฒนาแล้วในด้านการอุดหนุนภาคเกษตรรวมทั้งข้อเสนอและจุดยืนที่แข็งกร้าวของมหาอำนาจอย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาในเรื่องการรักษาระดับการอุดหนุนคุ้มครองภาคเกษตรของตนกลับสร้างความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เดชะบุญในขณะที่กระบวนการเจรจายังเป็นระบบดั้งเดิมที่ปิดปราศจากความโปร่งใสและเต็มไปด้วยความล่าช้า การก่อตั้งองค์การการค้าโลก (WTO) ทำให้มีสมาชิกจากประเทศกำลังพัฒนาเพิ่มขึ้น มีผลให้สมดุลแห่งอำนาจต่อรองในองค์การการค้าโลกเปลี่ยนแปลงไป ในที่สุดความชะล่าใจของประเทศมหาอำนาจที่เชื่อว่าตนยังมีอำนาจต่อรอง (และบีบบังคับ) มากที่สุดก็ทำให้การประชุมที่เมืองแคนคูนต้องยุติลงโดยปราศจากข้อตกลงใด ๆความล้มเหลวดังกล่าวมิได้แปลว่าประเทศกำลังพัฒนาจะเป็นฝ่ายสูญเสียตามข้ออ้างของผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกาและประธานกรรมาธิการของสหภาพยุโรป แต่ผู้พ่ายแพ้น่าจะเป็นกลุ่มสนับสนุนลัทธิกีดกันการค้า เพราะบัดนี้ ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับผลลัพธ์ของข้อตกลงรอบอุรุกวัย ผลกระทบที่จะเกิดจากข้อเสนอของฝ่ายต่าง ๆ เป็นที่ประจักษ์แล้ว และหลังจากสหภาพยุโรปพ่ายแพ้การเล่นเกมส์อำนาจในการประชุมแคนคูน สหภาพยุโรปเริ่มผ่อนคลายท่าทีการเปิดเสรีสินค้าเกษตร เราเริ่มเห็นแสงสว่างแห่งการค้าเสรีสินค้าเกษตรที่ปลายอุโมงค์ นอกจากนั้น ขณะนี้มีกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่เป็น กลุ่มเพื่อน (แท้) ของประเทศกำลังพัฒนาได้นำเสนอแนวทางการเจรจารอบโดฮาเพื่อให้บรรลุเจตนารมย์ของ รอบแห่งการพัฒนา ข้อเสนอหลักคือการเจรจาการค้าควรเน้นเฉพาะประเด็นการพัฒนาที่เชื่อมโยงกับการค้าโดยตรง ตลอดจนการใช้เศรษฐศาสตร์วิเคราะห์ผลกระทบ ของภาระที่เกิดจากมาตรการเปิดเสรี (Incidence Analysis)อย่างไรก็ตาม ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องตัดสินใจที่จะเข้าร่วมและทุ่มเทให้กับการเจรจาการค้าพหุพาคีในฐานะผู้เจรจาที่เท่าเทียมกับประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ใช่เข้าร่วมในฐานะผู้ขอความช่วยเหลือ และการเจรจารอบโดฮาจะต้องเน้นประเด็น การพัฒนาแทนเรื่องการเยียวยาผลลัพธ์ที่ไม่สมดุลจากรอบอุรุกวัย Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: Res 382.9 น616ก (1).

57.
ข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศ : สินค้าเกษตร / รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์.

by รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์.

Call number: 382.9 ร314ข Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 382.9 ร314ข (1).

58.
ข้อพิพาทการค้าระหว่างประเทศ : มโนสาเร่ / รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์.

by รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์.

Call number: 382.9 ร314ข Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 382.9 ร314ข (1).

59.
มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด : ข้อตกลงและประสบการณ์ / ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม.

by ธรรมวิทย์ เทอดอุดมธรรม.

Call number: 382.9 ธ358ม Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 382.9 ธ358ม (1).

60.
ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ / ราชัย ประกอบการ.

by ราชัย ประกอบการ.

Call number: 530.11 ร432ท Material type: Book Book; Format: print Publisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Availability: Items available for loan: MCRU LibraryCall number: 530.11 ร432ท (2).

    ARIT Muban Chombueng Rajabhat University
    46 Chombueng, Chombueng, Ratchaburi 70150, Thailand
    ☎ 0-3226-1790-7, 0-3226-1078