รายงานผลการวิจัย เรื่อง การปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ : ประสิทธิภาพและคุณภาพของการดำเนินงาน / สถาบันทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.

By: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สถาบันทรัพยากรมนุษย์
Call number: Res 378.593 ม361ร Material type: BookBookPublisher: กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2548Description: 93 หน้าSubject(s): สถาบันอุดมศึกษาDissertation note: มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งผลิตทรัพยากรมนุษย์ระดับสูงของทุกประเทศ โดยมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นแหล่งสร้างปัญญาและเป็นผู้นำทางความคิดของสังคมประเทศชาติ เป็นหนึ่งในสถาบันที่เป็นความภาคภูมิใจของทุกประเทศ ซึ่งการดำรงฐานะตามบทบาทดังกล่าวของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ นั้น จำเป็นที่จะต้องวางอยู่บนพื้นฐานของความตระหนักเรื่องความจำเป็นของการมุ่งสู่ความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ดังนั้นสิ่งที่บรรดาผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญมาโดยตลอดและได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ได้เล็งเห็นถึงจุดอ่อนของการบริหารมหาวิทยาลัยของไทยและต้องการจะปรับเปลี่ยนการบริหารมหาวิทยาลัยของไทยให้สามารถก้าวสู่ความเป็นสากล จึงสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งออกนอกระบบ ซึ่งรัฐบาลชุดต่อ ๆ มาก็ได้สานงานต่อ โดยได้บรรจุแนวคิดนี้ไว้ในนโยบายหลักของรัฐบาล รวมทั้งได้มีการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนระบบมหาวิทยาลัยของรัฐไปเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐโครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาถึงสถานะการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยของรัฐในการปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐโดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารการศึกษา ความเป็นเลิศทางวิชาการ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับการวิจัย การให้บริการวิชาการ และการสร้างความเป็นเลิศทางคุณธรรม จริยธรรมและทัศนคติ ตลอดจนการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ที่สนับสนุนและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการต่าง ๆ ในการปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาลคณะผู้วิจัยเริ่มจากการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการพัฒนาของประเทศและรูปแบบในการบริหารสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศ (ศึกษาเฉพาะในประเทศสิคโปร์และเขตปกครองพิเศษ (ฮ่องกง) ประเทศจีน) หลังจากนั้น จึงได้ทำการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งบุคคลที่คณะผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์นั้น ประกอบด้วย ตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐและเอกชนผลการศึกษาจากงานวิจัยนี้พบว่า การเปลี่ยนสภาพของมหาวิทยาลัยของรัฐสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำให้เสร็จสิ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้น ก่อนที่จะทำการเปลี่ยนแปลง หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับระบบอุดมศึกษาในประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องกำหนดทิศทางให้ชัดเจน เพื่อที่มหาวิทยาลัยจะได้ใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนการดำเนินงาน ซึ่งทิศทางดังกล่าว จะส่งผลต่อรูปแบบการบริหารการศึกษาของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐต่อไปแต่สิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญก็คือ การรักษามาตรฐานความเป็นเลิศทางวิชาการ ดังนั้นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจะต้องสร้างกลไกและระบบ แผนงาน แผนเงิน แผนคน และทรัพยากรอื่น ๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้สอดคล้องกัน เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารงานของมหาวิทยาลัย แต่การพัฒนามหาวิทยาลัยสู่มาตรฐานสากลนั้น อาจจะทำได้ยาก หากมหาวิทยาลัยยังคงดำเนินงานในรูปแบบของการเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ เนื่องจากระบบราชการมีลักษณะการดำเนินงานซึ่งยึดกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติของทางราชการเป็นสูตรสำเร็จของมาตรฐานการปฏิบัติงานและเป็นเครื่องมือกำกับควบคุมอีกทั้งยังมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ยุ่งยากและซ้ำซ้อน ทำให้องค์การยากต่อการปรับตัวให้เจ้ากับสดภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องตื่นตัวในการเปลี่ยนบทบาทให้เป็นไปในเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้การบริหารมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งรูปแบบที่ได้มีการศึกษากันในเชิงลึกก็คือ รูปแบบการบริหารที่นำเอาส่วนดีของระบบเอกชน ซึ่งมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูงเข้ามาปรับปรุงใช้ในระบบราชการหรืออีกนัยหนึ่งก็คือรูปแบบของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั่นเอง ดังนั้นหากมหาวิทยาลัยของรัฐจะเปลี่ยนสหภาพสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว สิ่งแรกที่จะต้องเตรียมการก็คือ ร่างกฎระเบียบ (พ.ร.บ.) ที่มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยโดยที่กฎระเบียบต่าง ๆ จะต้องสอดคล้องกัน เพราะหากกฎระเบียบด้านต่างๆ มีความขัดแย้งกันแล้ว ความสับสนทางการบริหารก็จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ คณะผู้วิจัยพบว่าความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงจากมหาวิทยาลัยของรัฐไปสู่มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลัก สามประการคือ การบริหารบุคคล การบริหารวิชาการ และการบริหารงบประมาณ ถ้าเงื่อนไขคือ การได้มาซึ่งมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติแล้ว รัฐจำต้องผลักดันให้มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสามปัจจัยหลักข้างต้น กล่าวคือ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีการเรียนการสอนและงานวิจัยที่เป็นเลิศและมีการบริหารงบประมาณอย่างคล่องตัวและตรวจสอบได้ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์แล้วจะพบว่า ปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อทั้งสามปัจจัย ได้แก่ รายได้ของมหาวิทยาลัยภายหลังการปรับเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว มหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องมีรายได้เพื่อใช้เป็นค่าตอบแทนของบุคลากรที่มีคุณภาพเหล่านั้น และมหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องมีเงินเพื่อพัฒนาคุณภาพของการศึกษาและการวิจัย มหาวิทยาลัยอาจจะได้เงินก้อนในลักษณะที่เป็น Block grant จากรัฐเพื่อดำเนินการศึกษาแต่สำหรับบางมหาวิทยาลัยอาจจะไม่เพียงพอที่จะปรับปรุงและพัฒนามหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ เนื่องจากไม่มีแหล่งที่มาของรายได้จากแหล่งอื่นที่เพียงพอ ดังนั้น รัฐควรจะมีบทบาทหลักในการเป็น พี่เลี้ยงอย่างมีระยะเวลาจำกัดให้แก่มหาวิทยาลัยบางแห่ง เพื่อแนะนำและช่วยเหลือให้มหาวิทยาลัยดังกล่าวมีรายได้เพิ่มเติมและสามารถพัฒนาสู่ความเป็นเลิศต่อไป อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้เป็นการดำเนินงานในลักษณะของการวิจัยเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นการให้ข้อเสนอแนะในภาพกว้างเท่านั้น ดังนั้น การศึกษาวิจัยในอนาคตควรให้ความสำคัญต่อการกำหนดขั้นตอนและกระบวนการของการบริหารงานในหน้าที่หลักทั้งหมดที่จะทำให้นโยบายนี้ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งงานวิจัยข้างต้นจะต้องสอดคล้องกับนโยบายหลักและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

Tags from this library: No tags from this library for this title. Log in to add tags.
    Average rating: 0.0 (0 votes)
Item type Current location Call number Copy number Status Date due Barcode Item holds
หนังสือทั่วไป หนังสือทั่วไป MCRU Library
ชั้น 4
Res 378.593 ม361ร (Browse shelf) 1 Available 1000115124
Total holds: 0

มหาวิทยาลัยเป็นแหล่งผลิตทรัพยากรมนุษย์ระดับสูงของทุกประเทศ โดยมีบทบาทสำคัญในฐานะเป็นแหล่งสร้างปัญญาและเป็นผู้นำทางความคิดของสังคมประเทศชาติ เป็นหนึ่งในสถาบันที่เป็นความภาคภูมิใจของทุกประเทศ ซึ่งการดำรงฐานะตามบทบาทดังกล่าวของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ นั้น จำเป็นที่จะต้องวางอยู่บนพื้นฐานของความตระหนักเรื่องความจำเป็นของการมุ่งสู่ความเป็นเลิศในด้านต่าง ๆ รวมถึงการพัฒนาประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ดังนั้น

สิ่งที่บรรดาผู้บริหารมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญมาโดยตลอดและได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งในรัฐบาลนายกรัฐมนตรี อานันท์ ปันยารชุน ได้เล็งเห็นถึงจุดอ่อนของการบริหารมหาวิทยาลัยของไทยและต้องการจะปรับเปลี่ยนการบริหารมหาวิทยาลัยของไทยให้สามารถก้าวสู่ความเป็นสากล จึงสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยของรัฐทุกแห่งออกนอกระบบ ซึ่งรัฐบาลชุดต่อ ๆ มาก็ได้สานงานต่อ โดยได้บรรจุแนวคิดนี้ไว้ในนโยบายหลักของรัฐบาล รวมทั้งได้มีการสนับสนุนการปรับเปลี่ยนระบบมหาวิทยาลัยของรัฐไปเป็น มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ

โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาถึงสถานะการดำเนินงานด้านต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยของรัฐในการปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐโดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารการศึกษา ความเป็นเลิศทางวิชาการ การสร้างความแข็งแกร่งให้กับการวิจัย การให้บริการวิชาการ และการสร้างความเป็นเลิศทางคุณธรรม จริยธรรมและทัศนคติ ตลอดจนการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยต่าง ๆ ที่สนับสนุนและเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการต่าง ๆ ในการปรับเปลี่ยนไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล

คณะผู้วิจัยเริ่มจากการศึกษาข้อมูลทุติยภูมิทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ เพื่อให้ทราบถึงแนวทางการพัฒนาของประเทศและรูปแบบในการบริหารสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศ (ศึกษาเฉพาะในประเทศสิคโปร์และเขตปกครองพิเศษ (ฮ่องกง) ประเทศจีน) หลังจากนั้น จึงได้ทำการสำรวจข้อมูลปฐมภูมิโดยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก ซึ่งบุคคลที่คณะผู้วิจัยได้ทำการสัมภาษณ์นั้น ประกอบด้วย ตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งจากภาครัฐและเอกชน

ผลการศึกษาจากงานวิจัยนี้พบว่า การเปลี่ยนสภาพของมหาวิทยาลัยของรัฐสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั้น เป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำให้เสร็จสิ้นในระยะเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้น ก่อนที่จะทำการเปลี่ยนแปลง หน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับระบบอุดมศึกษาในประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องกำหนดทิศทางให้ชัดเจน เพื่อที่มหาวิทยาลัยจะได้ใช้เป็นแนวทางในการจัดทำแผนการดำเนินงาน ซึ่งทิศทางดังกล่าว จะส่งผลต่อรูปแบบการบริหารการศึกษาของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐต่อไป

แต่สิ่งที่จะต้องให้ความสำคัญก็คือ การรักษามาตรฐานความเป็นเลิศทางวิชาการ ดังนั้นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐจะต้องสร้างกลไกและระบบ แผนงาน แผนเงิน แผนคน และทรัพยากรอื่น ๆ ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้สอดคล้องกัน เพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารงานของมหาวิทยาลัย แต่การพัฒนามหาวิทยาลัยสู่มาตรฐานสากลนั้น อาจจะทำได้ยาก หากมหาวิทยาลัยยังคงดำเนินงานในรูปแบบของการเป็นหน่วยงานของรัฐอยู่ เนื่องจากระบบราชการมีลักษณะการดำเนินงาน

ซึ่งยึดกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติของทางราชการเป็นสูตรสำเร็จของมาตรฐานการปฏิบัติงานและเป็นเครื่องมือกำกับควบคุมอีกทั้งยังมีขั้นตอนการดำเนินงานที่ยุ่งยากและซ้ำซ้อน ทำให้องค์การยากต่อการปรับตัวให้เจ้ากับสดภาพแวดล้อมที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องตื่นตัวในการเปลี่ยนบทบาทให้เป็นไปในเชิงรุกมากขึ้น เพื่อให้การบริหารมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ซึ่งรูปแบบที่ได้มีการศึกษากันในเชิงลึกก็คือ รูปแบบการบริหารที่นำเอาส่วนดีของระบบเอกชน ซึ่งมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวสูงเข้ามาปรับปรุงใช้ในระบบราชการหรืออีกนัยหนึ่งก็คือ

รูปแบบของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั่นเอง ดังนั้นหากมหาวิทยาลัยของรัฐจะเปลี่ยนสหภาพสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว สิ่งแรกที่จะต้องเตรียมการก็คือ ร่างกฎระเบียบ (พ.ร.บ.) ที่มีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และวัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยโดยที่กฎระเบียบต่าง ๆ จะต้องสอดคล้องกัน เพราะหากกฎระเบียบด้านต่างๆ มีความขัดแย้งกันแล้ว ความสับสนทางการบริหารก็จะเกิดขึ้นได้โดยง่าย ซึ่งจากการศึกษาข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ คณะผู้วิจัยพบว่า

ความสำเร็จของการเปลี่ยนแปลงจากมหาวิทยาลัยของรัฐไปสู่มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐนั้น ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลัก สามประการคือ การบริหารบุคคล การบริหารวิชาการ และการบริหารงบประมาณ ถ้าเงื่อนไขคือ การได้มาซึ่งมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐที่ประสบความสำเร็จในระดับนานาชาติแล้ว รัฐจำต้องผลักดันให้มหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จในการปรับปรุงแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับสามปัจจัยหลักข้างต้น กล่าวคือ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีคุณภาพ มีการเรียนการสอนและงานวิจัยที่เป็นเลิศ

และมีการบริหารงบประมาณอย่างคล่องตัวและตรวจสอบได้ ซึ่งเมื่อวิเคราะห์แล้วจะพบว่า ปัจจัยหลักที่มีผลกระทบต่อทั้งสามปัจจัย ได้แก่ รายได้ของมหาวิทยาลัยภายหลังการปรับเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐแล้ว มหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องมีรายได้เพื่อใช้เป็นค่าตอบแทนของบุคลากรที่มีคุณภาพเหล่านั้น และมหาวิทยาลัยจำเป็นจะต้องมีเงินเพื่อพัฒนาคุณภาพของการศึกษาและการวิจัย มหาวิทยาลัยอาจจะได้เงินก้อนในลักษณะที่เป็น Block grant จากรัฐเพื่อดำเนินการศึกษา

แต่สำหรับบางมหาวิทยาลัยอาจจะไม่เพียงพอที่จะปรับปรุงและพัฒนามหาวิทยาลัยสู่ความเป็นเลิศในระดับนานาชาติ เนื่องจากไม่มีแหล่งที่มาของรายได้จากแหล่งอื่นที่เพียงพอ ดังนั้น รัฐควรจะมีบทบาทหลักในการเป็น พี่เลี้ยงอย่างมีระยะเวลาจำกัดให้แก่มหาวิทยาลัยบางแห่ง เพื่อแนะนำและช่วยเหลือให้มหาวิทยาลัยดังกล่าวมีรายได้เพิ่มเติมและสามารถพัฒนาสู่ความเป็นเลิศต่อไป อย่างไรก็ตาม การวิจัยนี้เป็นการดำเนินงานในลักษณะของการวิจัยเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นการให้ข้อ

เสนอแนะในภาพกว้างเท่านั้น ดังนั้น การศึกษาวิจัยในอนาคตควรให้ความสำคัญต่อการกำหนดขั้นตอนและกระบวนการของการบริหารงานในหน้าที่หลักทั้งหมดที่จะทำให้นโยบายนี้ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งงานวิจัยข้างต้นจะต้องสอดคล้องกับนโยบายหลักและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

There are no comments on this title.

to post a comment.
    ARIT Muban Chombueng Rajabhat University
    46 Chombueng, Chombueng, Ratchaburi 70150, Thailand
    ☎ 0-3226-1790-7, 0-3226-1078